ReadyPlanet.com
ความซื่อสัตย์สุจริต ... วัฒนธรรมองค์กรที่นับวันยิ่งจางหาย... article

 

                                        

 ความซื่อสัตย์สุจริต …วัฒนธรรมองค์กรที่ นับวันยิ่งจางหาย

 

                ในอดีต เรามักจะสรรหาบุคลากรที่มีความเก่งเป็นหลักก่อน ความขยัน และซื่อสัตย์ เป็นรอง เพราะในอดีต ข้อมูลการเรียนรู้ และเทคโนโลยีไม่ทันสมัยเหมือนอย่างในปัจจุบัน จึงจำเป็นต้องอาศัยคนที่มีความรู้ หรือมีทักษะอยู่แล้วมาทำงานให้  เมื่อความเจริญทางวัตถุ เทคโนโลยีสูงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนเรียนรู้แลกเปลี่ยนความรู้ และทักษะได้ง่ายขึ้น ความเจริญทางด้านจิตใจก็กลับลดลงอย่างน่าใจหาย ปัจจุบันความซื่อสัตย์ จึงเป็นความสำคัญลำดับแรกๆ ที่ทุกองค์กรได้ให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน องค์กร ประเทศ และระดับนานาชาติ

 

                ความไม่ซื่อสัตย์ ในอดีตเป็นเรื่องของการทุจริตล้วนๆ เป็นความผิดแบบชัดเจน พูดง่ายๆ ผิดกฎ ผิดข้อตกลง ผิดระเบียบ แต่ปัจจุบันความไม่ซื่อสัตย์มีการกลายพันธุ์ตัวเองเป็นอย่างมาก โดยเป็นเรื่องของการตั้งใจแก้ไข ปรับปรุง เขียนใหม่ หรือยกเว้น กฎ กติกา ระเบียบบางข้อ บางเรื่อง หลายข้อ หลายเรื่อง เพื่อให้การไม่ซื่อสัตย์นั้นๆ เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามระเบียบ ตามกติกา ตามกฎหมาย หรืออ้างว่าคนอื่นๆ ก็ปฏิบัติแบบนี้มานานแล้ว หรือเชื่อตามความเห็นของตัวเอง หรือมีต้นแบบที่ผิดๆ เป็นต้น

 

10 ข้อคิดเพื่อสร้างขอบเขตความซื่อสัตย์สุจริต ที่เป็นวัฒนธรรมองค์กร

 

                ทุกครั้งที่ผมได้สัมภาษณ์พนักงานใหม่ หรือผู้บริหารใหม่ทุกคน ผมจะตั้งคำถามว่า ในความเห็นส่วนตัวของท่าน ขอบเขตความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงาน มีแค่ไหน ซึ่งส่วนใหญ่จะได้คำตอบในแง่ของการพูดความจริง ไม่โกหก และไม่ทุจริตในเรื่องของเงิน สองเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่  ในความเห็นส่วนตัวของผม ขอแลกเปลี่ยนว่า ผมมองขอบเขตของความซื่อสัตย์สุจริตในการทำงานโดยสังเขปดังนี้

1.       ตลอดช่วงเวลาของการทำงาน จะทำงานด้วยความมุ่งมั่นจริงจัง จริงใจอย่าง ต่อเนื่อง ต้องตั้งคำถามให้กับตัวเองว่า ทุกวันในการทำงาน ถ้าเริ่มงาน 8.30 เรามาทำงานกี่โมง บางคนมา 8.25 แต่ลงมือทำงานจริง 8.50 บางคนทำงานไป คุยเรื่องอื่นๆ ที่ไม่ใช่งานนับเวลารวมกันแล้วมีสัดส่วนมากกว่า 50% ของเวลางานที่ทำ ถ้าเราเลิกงาน 17.30 ลองสังเกตตัวเองว่า เราเตรียมตัว เคลียร์เอกสารพร้อมที่จะกลับ ตั้งแต่ 17.00  หรือเปล่า หรือเราลาป่วย ลากิจ กันเป็นว่าเล่น หรือวันไหนขี้เกียจทำงาน ก็ไม่ไป ป่วยการเมืองดีกว่า หรือมาสายเป็นประจำ เป็นต้น

 

2.       ข้อมูลขององค์กรที่เป็นความลับ จะไม่เผยแพร่ทั้งในและนอกองค์กรทั้งในขณะที่เป็นพนักงาน และเมื่อพ้นสภาพจากการเป็นพนักงานขององค์กรนั้นๆ  พนักงานหลายท่านเก็บความลับไม่เป็น ชอบไปกระซิบ หรือเล่าต่อให้เพื่อนๆ ฟัง บางคนก็ไม่เล่าให้พนักงานฟัง แต่ไปเล่าให้เพื่อน ให้ญาติ ให้ภรรยาฟัง เป็นเรื่องเป็นราว อย่างต่อเนื่อง การเล่าต่อแบบปากต่อปากแบบนี้ นับเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม และอาจทำความเสียหายให้เกิดขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อขวัญกำลังใจของพนักงานในองค์กรนั้นๆ

 

3.       ข้อมูลของลูกค้าที่องค์กรได้มาทั้งที่มียอดซื้อและไม่ซื้อ ถือเป็นสินทรัพย์ขององค์กร  ข้อมูลลูกค้าทุกคนเป็นขององค์กร มิใช่ของเรา แม้ว่าเราจะเป็นผู้ติดต่อลูกค้าตามหน้าที่ แต่ก็เป็นหน้าที่ซึ่งได้รับมอบหมายจากองค์กร ประเด็นนี้ พนักงานขายเข้าใจผิด เป็นส่วนใหญ่ บางครั้งก็ทึกทักเอาว่า ตัวเองหามาเอง บางครั้งก็เอาที่อยู่รายละเอียดของลูกค้าไปให้เพื่อนที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน หรือแจกจ่ายโดยไม่ได้ขออนุญาตองค์กร หรือผู้บริหารหน่วยงานตามลำดับ

 

4.       การรายงานข้อมูล ข้อเท็จจริง ของงานในหน้าที่และที่เกี่ยวข้อง ต้องเป็นความจริงเชิงบวก   การปลูกฝังค่านิยมในการพูดความจริงเชิงบวก นับเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งในการสร้างวัฒนธรรมองค์กร แม้ว่าความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย (ความหมายคือพูดกี่ครั้งๆ ก็เหมือนเดิม) แต่ในทางปฏิบัติ การพูดความจริงล้วนๆ โดยไม่พูดในแง่บวก อาจนำมาซึ่งความเสียหายมากกว่าการพูดความเท็จ ลูกน้องหลายคนจึงชอบการรายงานความเท็จ เพราะทำให้ผู้ฟังสบายใจ การพูดเชิงบวกหมายถึง การเพิ่มข้อมูลที่เป็นสาเหตุของปัญหา และโอกาสที่เราจะปรับปรุง รวมถึงแนวโน้มที่ดี การเรียนรู้และการป้องกันผลกระทบที่เกิดจากความจริงนั้นๆ

 

5.       ถ้ามีหน้าที่เก็บเงิน หรือจ่ายเงิน จะไม่นำเงินในหน้าที่ไปใช้เรื่องส่วนตัวทุกกรณี แม้ว่าจะมีการนำมาคืนในภายหลังก็ตาม (ไม่นำเงินในหน้าที่ไปหมุนเวียนการใช้ในเรื่องส่วนตัว) กรณีพบบ่อยในองค์กรเกือบทุกองค์กร ที่ไม่มีการตรวจสอบที่เป็นระบบ เพราะขึ้นชื่อว่าเงินแล้ว กลิ่นมันหอมหวานเหลือเกิน เงินที่เก็บมาได้โดยหน้าที่ เราต้องนึกเสมอว่า มันไม่ใช่เงิน ไม่อย่างนั้น เราจะแพ้กิเลสอย่างถาวร เพราะทุกคนล้วนมีปัญหาด้วยกันทั้งสิ้น ยิ่งคนที่มีเงินหมุนเวียนในหน้าที่ ยิ่งง่ายใหญ่ในการนำเงินไปแก้ปัญหา แต่หารู้ไม่ว่า เราต้องเอาวินัย และความซื่อสัตย์ไปแลก ทำให้ปัญหาบานปลายไปเรื่อยๆ 

 

6.       ม่รับหรือจ่ายผลประโยชน์ใดๆ เพื่อแลกเปลี่ยนกับความสะดวก หรือละเมิดกฎกติกา หรือเพื่อให้ยกเว้น การรายงาน หรือการลงโทษ.ใดๆ ทั้งสิ้น  พนักงานหลายคนมองว่าเป็นเรื่องของสินน้ำใจ เป็นเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ที่ให้กันเพื่อเป็นการขอบคุณ ที่ช่วยเหลือ อำนายความสะดวกให้ แต่หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้เป็นการเริ่มต้นสร้างพฤติกรรม การคอรัปชั่นในองค์กร ซึ่งจะก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างใหญ่หลวงที่สุดต่อวัฒนธรรมองค์กร ที่ทุกอย่างต้องเริ่มต้นด้วยผลประโยชน์ และลงท้ายด้วยการต่างตอบแทนด้วยสิ่งที่ไม่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่เช่นกัน

7.       จะแจ้ง ให้ผู้บริหารทราบด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เน้นระบบงาน ไม่เน้นตัวบุคคล เมื่อพบความผิดปกติใด ๆ หรือช่องว่างของระบบอันอาจนำไปสู่ความไม่ซื่อสัตย์ในการทำงานได้  การทำงานในองค์กร ซึ่งถือเป็นบ้านหลังที่สองของเรา ถ้าเราเห็นช่องว่างของระบบงาน ต้องถือเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของทุกคนภายใต้ชายคาขององค์กร ต้องร่วมกันเสนอแนะ ถ้ากรณีใดเกี่ยวข้องกับบุคคล ก็อย่าไปเน้น ให้เสนอแนะที่ระบบงาน ทั้งที่เป็นการเปิดเผย หรือเป็นความลับก็ได้ มีหลายคนที่คิดว่าไม่ใช่ธุระของตนเอง แต่ในความเป็นจริงนั้น พนักงานที่มองระบบงานในภาพที่กว้างขึ้นมากกว่าหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย มีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในชีวิตการทำงานสูงกว่าคนทั่วๆ ไป

 

8.       ไม่นำสินทรัพย์ วัสดุ อุปกรณ์ หรือบุคลากรของหน่วยงาน ขององค์กร ไปใช้ในเรื่องส่วนตัว บางคนมองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่น่าคิดมาก เป็นเงินไม่เท่าไหร่ แต่ในความเป็นจริง คนที่ทำเช่นนี้นั้น ถือว่าเริ่มแยกไม่ออกว่าสิ่งใดเป็นขององค์กร และสิ่งใดเป็นของตัวเอง โดยเริ่มแสดงความเห็นแก่ตัว เอาเปรียบองค์กร และเพื่อนร่วมงาน โดยไม่เห็นคุณค่าของการประหยัดค่าใช้จ่ายขององค์กร ไม่มองผลประโยชน์โดยรวมขององค์กรที่ทุกคนต้องช่วยกันรักษา และเติบโตไปด้วยกัน

 

9.       ไม่ขยายวงของข่าวลือ หรือมีส่วนในการสร้างความขัดแย้งระหว่างบุคคล หรือระหว่างหน่วยงาน  มนุษย์ทำงานทุกคน มักชอบเลือกกลุ่มของตนเองเป็นหลัก ชอบลือ ชอบอิงกระแสกลุ่มของตนเอง โดยมองข้ามการเรียนรู้หลักการประนี ประนอม หรือการพิจารณาทุกอย่างด้วยความเป็นจริง เป็นเหตุเป็นผล ชอบหาความสุขจากข่าวลือ และความขัดแย้ง

การไม่เล่าต่อ และการพิจารณาด้วยเหตุผลทุกครั้งก่อนสื่อสาร ก็ถือว่าเป็นการยุติเรื่องที่ไม่ชัดเจนได้

 

10.    จะปฏิบัติตามตัวอย่างที่ดีของพนักงานหรือผู้บริหารคนอื่นๆ ในเรื่องของความซื่อสัตย์สุจริตและจะปฏิบัติตนเอง ให้เป็นตัวอย่างแก่พนักงานรุ่นต่อๆ ไป และผู้ใต้บังคับบัญชาทุกคน   การที่คนเราจะได้รับการยอมรับว่าเป็นคนที่ซื่อสัตย์สุจริตได้นั้น ต้องตั้งเป้าหมายความเป็นตัวตนของเรา มีความหนักแน่น มีต้นแบบในใจ หรือตั้งใจจะเป็นต้นแบบที่ดีให้ผู้อื่น การทำเช่นนี้จะทำให้ความซื่อสัตย์สุจริตของเราจะมีพลังที่เพียงพอในการต่อสู้เพื่อที่จะชนะกิเลสต่างๆ ที่จะมาพร้อมผลประโยชน์ผิดๆ ที่หอมหวนได้

 

ถ้าเราตีความหมายของคำว่า ซื่อสัตย์สุจริต ได้ครอบคลุมและสามารถปฏิบัติได้จริงทั้ง 10 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ รับรองได้ว่าท่านจะได้พบความสุขที่แท้จริงในการทำงาน ซึ่งจะเป็นที่ยอมรับของผู้บริหาร หัวหน้างาน ลูกน้อง เพื่อนร่วมงาน ครอบครัว และแม้แต่ตัวท่านเอง

 

                                                                                วีระ บุญญาดีวงศ์  0-1827-6434

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



เปิดใจทักทาย

คำขอโทษของซูเปอร์สตาร์ นิชคุณ article
ดูบอล ย้อนดูตัว ส่งบอล เหมือนส่งงาน
ถึงเวลาแปลงร่าง เป็นมืออาชีพ ซะที !!! article
จะไม่ยอมให้ใคร ขี้เกียจเกินหน้าเรา? article
ทัศนคติของหัวหน้างาน... บ่งบอกอนาคตขององค์กร article
วิสัยทัศน์ กับคนทำงานตัวจริง article