ReadyPlanet.com
ความตื่นตัวในการพัฒนาหัวหน้างาน และลูกน้องระดับปฏิบัติการขององค์กร article

                           

      มัวแต่ไปมุ่งเน้นที่ผู้บริหารเป็นส่วนใหญ่ด้วยเหตุผลที่ว่าสามารถนำไปใช้งานได้ทันที องค์กรจะได้ประโยชน์เต็มที่ แต่มาระยะหลังจะพบว่า ความสำคัญที่หลายๆ องค์กรละเลย ก็คือการพัฒนาความสามารถของหัวหน้างาน มุมมอง และทัศนคติโดยตรง ต่างหากที่เป็นการจุดประกายพลังงานแห่งการทำงานที่แท้จริง ความตื่นตัวในการพัฒนาหัวหน้างานรุ่นใหม่ๆ ที่จะมาสืบทอดในการบริหารงาน หรือแม้กระทั่งการจับเอาหัวหน้ารุ่นเดอะในองค์กร เข้ารับการฝึกอบรมเพื่อให้ทราบถึง ภาวะผู้นำระดับหน่วยงาน หรือแนวทางการบริหารที่ถูกต้องและเหมาะสม รวมถึงการจัดกลุ่มลูกน้อง หรือผู้ปฏิบัติงานเป็นกลุ่มๆ แล้วพัฒนาบุคคลากรเหล่านี้ เพื่อให้ช่วยกันขยายแนวคิด วิธีคิด วิธีปฏิบัติงาน ทัศนคติที่จะประสานพลังสมาชิกขององค์กรทุกๆ คนเพื่อทำให้เป้าหมายขององค์กรบรรลุผล

     การแบ่งระดับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในองค์กรนั้น เราแบ่งโดยสังเขปได้ 4 กลุ่ม คือ

1. ระดับบอร์ดบริหาร หรือคณะกรรมการบริหารบริษัท

2. ผู้บริหารระดับสูง เช่น กรรมการผู้จัดการ รองกรรมการ ผู้ช่วยกรรรมการ ผู้จัดการทั่วไป เป็นต้น

3. ผู้บริหารระดับกลาง เช่น ผู้จัดการฝ่าย

4. ผู้บริหารระดับต้น เช่น หัวหน้างาน หัวหน้าแผนก ผู้จัดการแผนก รวมถึงรองและผู้ช่วยต่างๆ

      นอกจากนี้ก็จะเป็นระดับปฏิบัติการทั้งหมด ที่กล่าวมานี้เพียงเพื่อที่จะบอกว่า ระดับ 1 2 และ 3 นั้น ช่องว่างในการเชื่อมโยง การสื่อสาร การประสานงาน การระดมสมอง การพัฒนา การแลกเปลี่ยน ข่อนข้างปานกลางถึงระดับดี จึงเป็นอะไรที่ไม่ต้องกังวลมากนัก เพราะเชื่อมโยงกันด้วยความรับผิดชอบ

     แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วง และเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนกิจกรรมประจำวันทั้งหมดขององค์กร ก็คือระดับที่ 3 และ 4 ที่จะเชื่อมโยงกับกลุ่มพนักงานที่ปฏิบัติงานทั้งหมด หลายๆ องค์กรมีปัญหามากมาย เพราะมีช่องว่างมากที่เกิดจาก ต่างคนต่างอยู่ไม่สนใจนโยบาย ไม่เข้าใจ ขาดการสื่อสาร ขาดการจูงใจ มีปัญหาความขัดแย้งระหว่างบุคคล ระหว่างแผนกมากขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงขาดการพัฒนาระบบงานอย่างต่อเนื่อง ทำให้ไม่มีความสุขตามที่ควรจะมี โดยเฉพาะองค์กรที่มีขนาดกลาง และเล็ก หรือองค์กรที่เติบโตจากธุรกิจครอบครัว หรือเติบโตเร็วทำให้มีช่องว่างของพนักงานและหัวหน้างาน กับทีมผุ้บริหารมากขึ้นทุกทีๆ

     การจัดสัมมนากับระดับที่ 3 และที่ 4 แม้ว่าจะยุ่งยากซะหน่อย เพราะมีจำนวนคนเยอะ และมีผลกระทบต่อการปฏิบัติงานประจำวัน หรือต้องทนต่อการต่อต้านการอบรม หรือการละเลยไม่ใส่ใจของพนักงานที่ต้องเข้ารับการอบรม แต่โดยระยะกลาง และยาวนั้น นับว่าได้ผลประโยชน์คุ้มค่าที่เดียว ถ้ามีการจัดทำอย่างสม่ำเสมอและมีนโยบายในเรื่องเหล่านี้ชัดเจน เพราะ

     1. ระดับที่ 3 และ 4 คือพลังขับเคลื่อนองค์กร ในภาคปฏิบัติ

     2. ขวัญและกำลังใจของพนักงานรับรู้ได้จาก ความสำคัญที่ให้มิใช่ที่นโยบายสวยหรู แต่เป็นที่กิจกรรมที่จัดให้

     3. ปัญหาที่เกิดขึ้น และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งหมด คนที่รับรู้คนแรก คือระดับที่ 4 และ 3

     4. การริเริ่มการป้องกันอย่างเป็นระบบ และรู้สาเหตุที่แท้จริง ก็ระดับที่ 4 และ 3

     5. คนที่อยู่ ณ จุดสัมผัสลูกค้าทุกราย คือกลุ่ม 4 และ 3

     6. ค่านิยม และวัฒนธรรมขององค์กร เริ่มจริงจากล่างสู่บน มิใช่จากบนลงล่าง

     7. การประสานพลังองค์กรที่แท้จริง การแข่งขันทางธุรกิจ ล้วนต้องพึ่งระดับปฏิบัติการทั้งสิ้น

     8. คนที่รู้ปัญหาระดับปฏิบัติการมากที่สุดคือ หัวหน้างาน และคนที่รู้ปัญหาหัวหน้างานมากที่สุดก็คือระดับปฏิบัติงานเช่นกัน

      ถ้าเราพิจารณากันอีกครั้ง ก็จะเห็นว่า ควรเพิ่มสัดส่วนการพัฒนา หรือสัมมนากับกลุ่มคนที่ 3 และ 4 เพิ่มขึ้นให้สัมพันธ์กับความสำคัญ และผลกระทบของคนเหล่านี้ ที่จะสร้างสรรค์หรือทำลายสิ่งที่ดีงามขององค์กรของเราได้

 



ชื่อ
เบอร์โทรศัพท์
อีเมล
หัวข้อ
รายละเอียด



กิจกรรมที่ประทับใจ

การเพิ่มศักยภาพในการทำงาน
วัฒนธรรมองค์กร คำตอบสุดท้ายสำหรับการแข่งขันทางธุรกิจ
การบริหารเวลา เคล็ดลับสุดยอด ของคนที่ประสบความสำเร็จ
ลูกน้องวันนี้ คือลูกพี่ในวันหน้า ถ้าไม่พัฒนาวันนี้ วันหน้าจะได้ลูกพี่ที่โตแต่ตัว
การได้ทีมที่เป็นทีมทำงาน คือการประสานพลังที่แท้จริง
การนำเสนอด้วยรูปภาพและกรณีศึกษา นำมาซึ่งความสามารถในการประยุกต์ใช้จริง
หัวใจของงานบริการ คือ การเต็มใจบริการต่อหัวใจที่คาดหวัง
อย่าปล่อยให้แรงบันดาลใจจากการทำกิจกรรมกลุ่ม หลุดลอยไป
การสอนงาน มากกว่าการสอนให้รู้หน้าที่ แต่เป็นการสอนให้รู้จักรับผิดชอบ
การสื่อสารที่ดีจะพัฒนาคน ทีม และองค์กร article
ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับลูกค้าวันนี้ที่ว่า "สำคัญกว่าพระเจ้า" article



แสดงความคิดเห็น
ความคิดเห็น *
ผู้แสดงความคิดเห็น  *
อีเมล 
ไม่ต้องการให้แสดงอีเมล